หลักธรรม

1200640894

หลักธรรมของชาวพุทธ

หลักธรรม  หรือคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้านั้น  ถึงแม้ว่าจะมีมาตั้งแต่สมัยพุทธกาล  นับถึงปัจจุบันเป็นเวลา  2540  กว่าปีแล้ว  แต่ทุกหลักธรรมยังคงทันสมัยอยู่เสมอ  สามารถนำไปประยุกต์ใช้เป็นเครื่องดำเนินชีวิตและแนวทางในการบริหารงานได้เป็นอย่างดี  ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะหลักธรรมดังกล่าวเป็นความจริงที่  สามารถพิสูจน์ได้ที่เรียกว่า  สัจธรรม ปฏิบัติได้เห็นผลได้อย่างแท้จริงอยู่ที่เราจะนำหลักธรรมข้อใดมาใช้ให้เหมาะสมกับตัวเรามากที่สุด สำหรับนักบริหารก็มีหลักธรรมสำหรับยึดถือและปฏิบัติอย่างมากมาย  ซึ่งได้นำเสนอไว้บ้าง  เรื่องที่สำคัญดังต่อไปนี้

พรหมวิหาร  4

เป็นหลักธรรมของผู้ใหญ่(ผู้บังคับบัญชา)  ที่ควรถือปฏิบัติเป็นนิตย์ มี 4 ประการคือ        
1
.  เมตตา      ความรักใคร่  ปราถนาจะให้ผู้อื่นมีความสุข
       2.  กรุณา      ความสงสาร  คิดช่วยเหลือผู้อื่นให้พ้นทุกข์
3มุทิตา      ความพลอยยินดีเมื่อผู้อื่นได้ดีมีสุข
       4.  อุเบกขา   วางตนเป็นกลาง  ไม่ดีใจ  ไม่เสียใจ  เมื่อผู้อื่นถึงวิบัติ  มีทุกข์

อคติ 4

         อคติ  หมายความว่า  การกระทำอันทำให้เสียความเที่ยงธรรม  มี 4 ประการ

1.  ฉันทาคติ    ลำเอียงเพราะรักใคร่
2.  โทสาคติ     ลำเอียงเพราะโกรธ
3.  โมหาคติ     ลำเอียงเพราะเขลา
4.  ภยาคติ       ลำเอียงเพราะกลัว

         อคติ 4 นี้ ผู้บริหาร/ผู้ใหญ่  ไม่ควรประพฤติเพราะเป็นทางแห่งความเสื่อม

สังคหวัตถุ 4 

       เป็นหลักธรรมอันเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวน้ำใจของกันและกันเห็นเหตุให้ตนเอง  และหมู่คณะก้าวไปสู่ความเจริญรุ่งเรือง

       1.ทาน                  ให้ปันสิ่งของแก่คนที่ควรให้
       2.ปิยวาจา          เจรจาด้วยถ้อยคำไพเราะอ่อนหวาน

       3.อัตถจริยา        ประพฤติในสิ่งที่เป็นประโยชน์
4.สมานนัตตตา  
วางตนให้เหมาะสมกับฐานะของตน

 อิทธิบาท 4

       เป็นหลักธรรมถือให้เกิดความสำเร็จ

              1.ฉันทะ     ความพึงพอใจในงาน
   2.วิริยะ      ความขยันมั่นเพียร
  3.จิตตะ     ความมีใจฝักใฝ่เอาใจใส่ในงาน
4.วิมังสา
   ไตร่ตรองหาเหตุผล

ทศพิธราชธรรม  10  ประการ

       เป็นหลักธรรมสำหรับพระมหากษัตริย์จะพึงถือปฏิบัติมาแต่โบราณกาลแด่นักบริหาร  ก็น่าจะนำไปอนุโลมถือปฏิบัติได้

หลักทศพิธราชธรรม  10  ประการ  มีอยู่ดังนี้
1.  ทาน
      คือ การให้ปัน  ซึ่งอาจเป็นการให้เพื่อบูชาคุณหรือให้เพื่อเป็นการอนุเคราะห์
2.  ศีล
       ได้  แก่การสำรวม  กาย  วาจา ใจ ให้เรียบร้อยสะอาดดีงาม
3.  บริจาค
  ได้แก่  การให้ทรัพย์สิ่งของเพื่อเป็นการช่วยเหลือหรือความทุกข์ยากเดือดร้อน
ของผู้อื่นหรือเป็นการเสียสละเพื่อหวังให้ผู้รับได้รับความสุข
4.  อาชวะ
   ได้แก่  ความมีอัธยาศัยซื่อตรงมั่นในความสุจริตธรรม
5.  มัทวะ
     ได้แก่  ความมีอัธยาศัยดีงาม  ละมุนละไม  อ่อนโยน สุภาพ
6.  ตบะ
       ได้แก่  การบำเพ็ญเพียรเพื่อขจัดหรือทำลายอกุศลกรรมให้สิ้นสูญ
7.  อโกรธะ
  ได้แก่  ความสามารถระงับหรือขจัดเสียได้ซึ่งความโกรธ
8.  อวิหิงสา
ได้แก่  การไม่เบียดเบียนคนอื่น
9.  ขันติ      
ได้แก่  ความอดกลั้นไม่ปล่อยกาย  วาจา  ใจ  ตามอารมณ์หรือกิเลสที่เกิดมีขึ้นนั้น
10.  อวิโรธนะ
ได้แก่  การธำรงค์รักษาไว้ซึ่งความยุติธรรม
บารมี 6

       เป็นหลักธรรมอันสำคัญที่จะนิยมมาซึ่งความรักใคร่นับถือ  นับว่าเป็นหลักธรรมที่เหมาะมาก
สำหรับนักบริหารจะพึงยึดถือปฎิบัติ  มีอยู่  6  ประการคือทาน

1.  ทาน         การให้เป็นสิ่งที่ควรให้
2.  ศีล          การประพฤติในทางที่ชอบ
       3.  ขันติ        ความอดทนอดกลั้น
       4.  วิริยะ       ความขยันหมั่นเพียร
       5.  ฌาน       การเพ่งพิจารณาให้เห็นของจริง
       6.   ปรัชญา   ความมีปัญญารอบรู้

ขันติโสรัจจะ

เป็นหลักธรรมอันทำให้บุคคลเป็นผู้งาม  (ธรรมทำให้งาม)

1ขันติ  คือ  ความอดทน  มีลักษณะ 3  ประการ

                                 1.1   อดใจทนได้ต่อกำลังแห่งความโกรธแค้นไม่แสดงอาการ กาย  วาจา  ที่ไม่น่ารัก

                                         ออกมาให้เป็นที่ปรากฏแก่ผู้อื่น

1.2   อดใจทนได้ต่อความลำบากตรากตรำหรือความเหน็ดเหนื่อย

2.      โสรัจจะ  ความสงบเสงี่ยม  ทำจิตใจให้แช่มชื่นไม่ขุนหมอง

ธรรมโลกบาล

เป็นหลักธรรมที่ช่วยคุ้มครองโลก  หรือมวลมนุษย์ให้อยู่ความร่มเย็นเป็นสุข  มี  2  ประการคือ

1.  หิริ            ความละอายในตนเอง
2.
        โอตัปปะ  ความเกรงกลัวต่อทุกข์  และความเสื่อมแล้วไม่กระทำความชั่ว

อธิฐานธรรม  4

เป็นหลักธรรมที่ควรตั้งไว้ในจิตใจเป็นนิตย์   เพื่อเป็นเครื่องนิยมนำจิตใจให้เกิดความรอบรู้ความจริง

รู้จักเสียสละ  และบังเกิดความสงบ  มี  4  ประการ

1. ปัญญา      ความรู้ในสิ่งที่ควรรู้  รู้ในวิชา
2สัจจะ         ความจริง คือประพฤติสิ่งใดก็ให้ได้จริงไม่ทำอะไรจับจด
3. จาคะ       สละสิ่งที่เป็นข้าศึกแห่งความจริงใจ คือ สละความเกียจคร้าน  หรือความหวาดกลัว

ต่อความยุ่งยาก  ลำบาก

      4.  อุปสมะ  สงบใจจากสิ่งที่เป็นข้าศึกต่อความสงบ  คือ  ยับยั้งใจมิให้ปั่นป่วนต่อความพอใจรักใคร่  และความขัดเคืองเป็นต้น

คหบดีธรรม 4

เป็นหลักธรรมของผู้ครองเรือนพึงยึดถือปฏิบัติ  มี 4 ประการ คือ

1.  ความหมั่น
2.  ความโอบอ้อมอารี
3.  ความไม่ตื่นเต้นมัวเมาในสมบัติ
4.  ความไม่เศร้าโศกเสียใจเมื่อเกิดภัยวิบัติ

ราชสังคหวัตถุ 4

       เป็นหลักธรรมอันเป็นเครื่องช่วยในการวางนโยบายบริหารบ้านเมืองให้ดำเนินไปด้วยดี มี 4  ประการ คือ

       1.  ลัสเมธัง         ความเป็นผู้ฉลาดปรีชาในการพิจารณาถึงผลิตผลอันเกิดขึ้นในแผ่นดิน  แล้วพิจารณาผ่อนผันจัดเก็บเอาแต่บางส่วนแห่งสิ่งนั้น
2.  ปุริสเมธัง     ความเป็นผู้ฉลาดในการดูคนสามารถเลือกแต่งตั้งบุคคลให้ดำรงตำแหน่งในความถูกต้องและเหมาะสม
3.  สัมมาปาลัง  
การบริหารงานให้ต้องใจประชาชน
4.
      วาจาเปยยัง  ความเป็นบุคคลมีวาจาไพเราะรู้จักผ่อนสั้นผ่อนยาวตามเหตุการณ์  ตามฐานะและตามความเป็นธรรม

สติสัมปชัญญะ

       เป็นหลักธรรมอันอำนวยประโยชน์แก่ผู้ประพฤติเป็นอันมาก
1.สติ                คือ  ความระลึกได้ก่อนทำ  ก่อนบูชา  ก่อนคัด  คนมีสติจะไม่เลินเล่อ  เผลอตน
2.สัมปชัญญะ  คือ  ความรู้ตัวในเวลากำลังทำ  กำลังพูด  กำลังคิด

อกุศลมูล 3

       อกุศลมูล     คือ  รากเหง้าของความชั่ว  มี 3 ประการคือ

      1.  โลภะ        ความอยากได้
2.  โทสะ       ความคิดประทุษร้ายเขา
3.  โมหะ       ความหลงไม่รู้จริง

นิวรณ์ 5

      นิวรณ์  แปลว่า  ธรรมอันกลั้นจิตใจไม่ให้บรรลุความดี  มี  5  ประการ

1.   กามฉันท์    พอใจรักใคร่ในอารมณ์  มีพอใจในรูป เป็นต้น
2.  พยาบาท     ปองร้ายผู้อื่น
3.  ถีนมิทธะ     ความที่จิตใจหดหู่และเคลิบเคลิ้ม
       4.  อุธัจจะกุกกุจจะ  ความฟุ้งซ่านและรำคาญ
  5.  วิจิกิจฉา     ความลังเลไม่ตกลงใจได้

 ผู้กำจัดหรือบรรเทานิวรณ์ได้  ย่อมได้นิสงส์  5  ประการคือ

1.  ไม่ข้องติดอยู่ในกายตนหรือผู้อื่นจนเกินไป
2.  มีจิตประกอบด้วยเมตตา
3.  มีจิตอาจหาญในการประพฤติความดี
4.  มีความพินิจและความอดทน
5.  ตัดสินใจในทางดีได้แน่นอนและถูกต้อง

เวสารัชชกรณะ 5

         เวสารัชชกรณะ  แปลว่า  ธรรมที่ยังความกล้าหาญให้เกิดขึ้นมี  5  ประการ  คือ

       1ศรัทธา   เชื่อในสิ่งที่ควรเชื่อ
2
ศีล          ประพฤติการวาจาเรียบร้อย
       3.  พาหุสัจจะ   ความเป็นผู้ศึกษามาก
       4วิริยารัมภะ   ตั้งใจทำความพากเพียร
       5.  ปัญญา         รอบรู้สิ่งที่ควรรู้

อริยทรัพย์ 7

1.  ศรัทธา    เชื่อในสิ่งที่ควรเชื่อ
2.  ศีล
          ประพฤติการวาจาเรียบร้อย
3.  หิริ
           ความละอายต่อบาปทุจริต
4
.   โอตัปปะ ความสะดุ้งกลัวต่อบาปทุจริต
5.  พาหุสัจจะ
ความเป็นคนได้ยินได้ฟังมามาก
6.  จาคะ
การให้ปันสิ่งของแก่คนที่ควรให้
7.
      ปัญญา  ความรอบรู้ทั้งสิ่งที่เป็นประโยชน์และสิ่งที่เป็นไท

สัปปุริสธรรม 7

        เป็นหลักธรรมอันเป็นของคนดี  (ผู้ประพฤติชอบ)  มี  7  ประการ

      1ธัมมัญญุตา    ความเป็นผู้รู้ว่าเป็นเหตุ
2.  อัตถัญญุตา
    ความเป็นผู้รู้จักผล
3.  อัตตัญญุตา
    ความเป็นผู้รู้จักตน
4
มัตตัญญุตา    ความเป็นผู้รู้จักประมาณ
5.  กาลัญญุตา
     ความเป็นผู้รู้จักกาลเวลาอันเหมาะสม
6.  ปุริสัญญุตา
     ความเป็นผู้รู้จักสังคม
7.
      บุคคลโรปรัชญญุตา  ความเป็นผู้รู้จักคบคน

คุณธรรมของผู้บริหาร 6

        ผู้บริหาร  นอกจากจะมีคุณวุฒิในทางวิชาการต่าง ๆ แล้วยังจำเป็นต้องมีคุณธรรมอีก 6 ประการ

      1.  ขมา         มีความอดทนเก่ง
2
ชาตริยะ     ระวังระไว
3.  อุฎฐานะ
    หมั่นขยัน
4.  สังวิภาคะ
  เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่
5.  ทยา
      เอ็นดู  กรุณา
6.  อิกขนา
  หมั่นเอาใจใส่ตรวจตราหรือติดตาม

ยุติธรรม 5

       นักบริหารหรือผู้นำมักจะประสบปัญหาหรือร้องเรียนขอความเป็นธรรมอยู่เป็นประจำ

หลักตัดสินความเพื่อให้เกิดความ ยุติธรรม  มี  5  ประการ คือ

      1.  สัจจวา     แนะนำด้วยความจริงใจ
2.  บัณฑิตะ
   ฉลาดและแนะนำความจริงและความเสื่อม
      3.  อสาหะเสนะ   ตัดสินด้วยปัญญาไม่ตัดสินด้วยอารมณ์ผลุนผลัน
4
.   เมธาวี   นึกถึงธรรม  (ยุติธรรม) เป็นใหญ่ไม่เห็นแก่อามิสสินจ้าง
 5.  ธัมมัฎฐะ   ไม่ริษยาอาฆาต ไม่ต่อเวร

ธรรมเครื่องให้ก้าวหน้า 7

นักบริหารในตำแหน่งต่าง ๆ ย่อมหวังความเจริญก้าวหน้าได้รับการเลื่อนชั้นเลื่อนตำแหน่งสูงขึ้นพระพุทธองค์ทรงตรัสธรรมเครื่องเจริญยศ (ความก้าวหน้า)  ไว้ 7 ประการ คือ

       1.   อุฎฐานะ    หมั่นขยัน
2.  สติ
    มีความเฉลียว
       3สุจิกัมมะ     การงานสะอาด
       4.  สัญญตะ     ระวังดี
       5.  นิสัมมการี  ใคร่ครวญพิจารณาแล้วจึงธรรม
       6.  ธัมมชีวี       เลี้ยงชีพโดยธรรม
  7.  อัปปมัตตะ  ไม่ประมาท

 ไตรสิกขา

         เพื่อเป็นการสนับสนุนให้เกิดความตั้งใจดีและมีมือสะอาด  นักบริหารต้องประกอบตนไว้ใน

ไตรสิกขาข้อที่ต้องสำเหนียก  3  ประการ คือ

       1.  ศีล
2.  สมาธิ
3.  ปัญญา

ทั้งนี้เพราะ  ศีล       เป็นเครื่องสนับสนุนให้กาย (มือ) สะอาด
สมาธิ    เป็นเครื่องสนับสนุนให้ใจสงบ
ปัญญา  เป็นเครื่องทำให้ใจสว่าง  รู้ถูก  รู้ผิด

พระพุทธโอวาท 3

       นักบริหารที่ทำงานได้ผลดี  เนื่องจากได้  ตั้งใจดี  และ  “มือสะอาด”  พระพุทธองค์ได้วางแนวไว้ 3 ประการ ดังนี้

         1.  เว้นจากทุจริต  การประพฤติชั่ว  ทางกาย  วาจา ใจ
2.  ประกอบสุจริต 
ประพฤติชอบ  ทางกาย  วาจา  ใจ
3.  ทำใจของตนให้บริสุทธิ์สะอาด  ไม่โลภ  ไม่โกรธ  ไม่หลง

การนำหลักธรรมที่ประเสริฐมาปฎิบัติ  ย่อมจักนำความเจริญ  ตลอดจนความสุขกายสบายใจ  ให้บังเกิดแก่ผู้ประพฤติทั้งสิ้น  สมดังพุทธสุภาษิตที่ว่า “ ธัมโม  หเว รักขติ  ธัมมจาริง”  ธรรมะย่อมคุ้มครองรักษาผู้ประพฤติธรรม

 

art_182792