คัมภีร์

 art_41940477

          ศาสนาทุกศาสนา มีคัมภีร์หรือตำราทางศาสนาเป็นหลักในการสั่งสอน แม้เดิมจะมิได้ขีดเขียนเป็นลายลักษณ์อักษร แต่เมื่อมนุษย์รู้จักใช้ตัวหนังสือ ก็ได้มีการเขียน การจารึกคำสอนในศาสนานั้น ๆ ไว้ เมื่อโลกเจริญขึ้นถึงกับมีการพิมพ์หนังสือเป็นเล่ม ๆ ได้ คัมภีร์ศาสนาเหล่านั้นก็มีผู้พิมพ์เป็นเล่มขึ้นโดยลำดับ

พระไตรปิฎก หรือที่เรียกในภาษาบาลีว่า ติปิฎกหรือเตปิฎกนั้น เป็นคัมภีร์หรือตำราทางพระพุทธศาสนาเช่นเดียวกับไตรเวท เป็นคัมภีร์ของศาสนาพราหมณ์ ใบเบิ้ลของศาสนาคริสต์ อัล กุรอานของศาสนาอิสลาม

กล่าวโดยรูปศัพท์ คำว่า “พระไตรปิฎก” แปลว่า ๓ คัมภีร์ เมื่อแยกเป็นคำ ๆ ว่า พระ+ไตร+ปิฎก คำว่า พระ เป็นคำแสดงความเคารพหรือยกย่อง คำว่า ไตร แปลว่า ๓ คำว่า ปิฎก แปลได้ ๒ อย่าง คือแปลว่า คัมภีร์หรือตำราอย่างหนึ่ง แปลว่า กระจาดหรือตะกร้าอย่างหนึ่ง ที่แปลว่ากระจาดหรือตะกร้า หมายความว่า เป็นที่รวบรวมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าไว้เป็นหวดหมู่ ไม่ให้กระจัดกระจาย คล้ายกระจาดหรือตะกร้าอันเป็นภาชนะใส่ของฉะนั้น

พระไตรปิฎก คือคัมภีร์ที่บรรจุคำสอนของพระศาสดา สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ถือว่าเป็นคัมภีร์สูงสุดในพระพุทธศาสนา โดย คำว่าพระไตรปิฎก มาจากภาษาบาลีคือ ติปิฏก แปลว่า ตะกร้าสามใบ หรือคำสอนสามหมวด (ติ หมายถึง สาม ปิฏก หมายถึง ตำรา คัมภีร์ หรือกระจาด) แบ่งออกเป็น ๓ ปิฎก คือ
๑. พระวินัยปิฎก หรือ พระวินัย ได้แก่ประมวลระเบียบข้อบังคับของบรรพชิตที่พระพุทธเจ้าทรงบัญญัติไว้สำหรับภิกษุและภิกษุณี
๒. พระสุตตันตปิฎก หรือ พระสูตร ได้แก่ประมวลพระพุทธพจน์ที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงยังที่ต่างๆ ให้เหมาะกับบุคคล สถานที่ และเหตุการณ์ มีเรื่องราวประกอบ
๓. พระอภิธรรมปิฎก หรือ พระอภิธรรม ได้แก่ประมวลคำสอนที่เป็นหลักวิชาการล้วนๆ ไม่เกี่ยวด้วยบุคคลหรือเหตุการณ์ ไม่มีเรื่องราวประกอบ
โดยเนื้อความทั้งหมดของพระไตรปิฎกจัดแบ่งเป็นหมวด ๆ หรือ ขันธ์ มีจำนวน ๘๔, ๐๐๐ พระธรรมขันธ์ แบ่งเป็น พระวินัยปิฎก ๒๑,๐๐๐ พระธรรมขันธ์ พระสุตตันตปิฎก ๒๑,๐๐๐ พระธรรมขันธ์ และพระอภิธรรมปิฎก ๔๒,๐๐๐ พระธรรมขันธ์ ซึ่งในการจัด พิมพ์ฉบับพิมพ์ภาษาไทยนิยมจัดแยกเป็น ๔๕ เล่ม หมายถึงระยะเวลา ๔๕ พรรษาแห่งพุทธกิจ แบ่งเป็น พระวินัยปิฎก ๘ เล่ม พระสุตตันตปิฎก ๒๕ เล่ม พระอภิธรรมปิฎก

พระวินัยปิฎก ว่าคือหมวดประมวลพุทธบัญญัติที่ว่าด้วยวินัย หรือข้อปฏิบัติเกี่ยวกับความประพฤติ ความเป็นอยู่ วิถีชีวิต ขนบธรรมเนียมประเพณี และวิธีดำเนินการต่าง ๆ ของภิกษุสงฆ์และภิกษุณีสงฆ์ โดยแบ่งเป็นสองส่วนคืออาทิพรหมจริยกาสิกขา และ อภิสมาจาริกาสิกขา
อาทิพรหมจริยกาสิกขา หมายถึง หลักการศึกษาอบรมในฝ่ายบทบัญญัติหรือข้อปฏิบัติอันเป็นเบื้องต้นแห่ง พรหมจรรย์ที่พระพุทธเจ้าทรงบัญญัติไว้ เพื่อป้องกันความประพฤติ ที่เสียหายและวางโทษแก่ภิกษุผู้ล่วงละเมิดโดยปรับอาบัติหนักบ้าง เบาบ้าง และให้พระสงฆ์สวดทุกกึ่งเดือน เรียกว่า พระปาติโมกข์
อภิสมาจาริกาสิกขา หมายถึง หลักการศึกษาอบรมในฝ่ายขนบธรรมเนียมเกี่ยวกับมารยาทและความเป็นอยู่ที่ดีงาม เพื่อชักนำให้พระสงฆ์มีความประพฤติ ความเป็นอยู่ดีงาม มีคุณค่า น่าเลื่อมใส น่าศรัทธา
พระวินัยนั้น พระพุทธองค์ไม่ได้ทรงบัญญัติไว้ล่วงหน้า ต่อเมื่อเกิดความเสียหายจึงทรงบัญญัติ สิกขาบท ห้ามประพฤติเช่นนั้นอีก โดยสมัยต้นพุทธกาล ทรงยังไม่ได้ บัญญัติสิกขาบทเอาไว้ เพราะภิกษุทั้งมวลล้วนมีวัตรปฏิบัติดีงาม ศีลของพระภิกษุสงฆ์ที่เรียกว่า ปาติโมกขสังวรศีล จัดเป็นจาริตตศีล คือระเบียบปฏิบัติตามแบบอย่างที่พระพุทธเจ้าทรงประพฤติปฏิบัติมา โดยในระยะที่ยังไม่มีพุทธานุญาตให้พระภิกษุสงฆ์สวดพระปาติโมกข์ทุกกึ่งเดือนนั้น ใน ๒๐ พรรษาแรก องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงโอวาทปาติโมกข์เองทุกกึ่งเดือน
ต่อมา หลังออกพรรษาที่ ๒๐ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงบัญญัติปาราชิกสิกขาบทที่ ๑ ห้ามภิกษุ เสพเมถุน โดยปรารภเหตุการณ์มัวหมองในคณะสงฆ์ อันเนื่องมาจากพระสุทินเสพเมถุนกับอดีตภรรยา ที่ป่ามหาวัน กรุงเวสาลี การที่พระพุทธองค์ทรงบัญญัติสิกขาบทครั้งนี้ นับเป็นครั้งแรก และทรงบัญญัติเรื่อยมา ทุกครั้งที่เกิดเหตุการณ์ไม่ดีงามขึ้นในคณะสงฆ์
ในการบัญญัติสิกขาบทแต่ละครั้งมีขั้นตอนดังนี้ คือเมื่อเกิดเรื่องมัวหมองขึ้นภายในคณะสงฆ์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสสั่งให้ ประชุมสงฆ์ ตรัสถามภิกษุผู้ก่อเหตุให้ทูลรับแล้ว ทรงชี้โทษแห่งการประพฤติ เช่นนั้น และตรัสอานิสงส์แห่งความสำรวมระวังแล้วจึงทรงตั้งพระบัญญัติ ห้ามพระภิกษุสงฆ์กระทำอย่างนั้นอีกต่อไป ทรงกำหนดโทษสำหรับภิกษุผู้ฝ่าฝืนหรือล่วงละเมิด เรียกว่า ปรับอาบัติ

พระสุตตันตปิฎกคือประมวลพุทธพจน์ ที่ว่าด้วยพระธรรมเทศนา หรือธรรมบรรยาย ต่างๆ ที่องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงให้เหมาะสมแก่บุคคล เหตุการณ์ ในโอกาส เวลาและสถานที่ต่างกัน โดยเป็นรูปคำสนทนาโต้ตอบบ้าง ในรูปร้อยกรองบ้าง ร้อยแก้วบ้าง ร้อยแก้วผสมร้อยกรองบ้าง ตลอดถึงธรรมเทศนาของ พระสาวก และพระสาวิกาที่กล่าวตามแนวพระพุทธพจน์ในบริบทต่างๆ ด้วย
พระพุทธองค์ได้ทรงแสดงพระสูตรทั้งหลายในที่ต่างๆกัน เนื่องในโอกาส ๔ ประการ คือ
๑. อัตตัชฌาสยะ แสดงขึ้นโดยอัธยาศัยของพระพุทธเจ้าเอง
๒. ปรัชฌาสยะ แสดงขึ้นโดยตามอัธยาศัยของผู้อื่น
๓. ปุจฉาวสิกะ แสดงขึ้นจากการทูลถาม
๔. อัตถุปัตติกะ แสดงขึ้นโดยปรารภจากเหตุที่เกิดขึ้น
โดยที่พระผู้มีพระภาคแสดงพระสูตรในพระสุตตันตปิฎกมาจากสาเหตุ ดังนี้
๑. เพราะบ่งถึงประโยชน์ คือชี้ให้เห็นประโยชน์ตนและผู้อื่น
๒. เพราะมีอรรถที่ตรัสไว้ดีแล้ว คือตรัสตามอุปนิสัย หรืออัธยาศัยของเวไนยสัตว์
๓. เพราะผลิตประโยชน์ คือก่อให้เกิดผลดุจข้าวกล้าที่เจริญเติบโตแล้ว ผลิตรวงข้าวต่อไปได้
๔. เพราะหลั่งประโยชน์ คือทำให้ประโยชน์หลั่งไหลออกมาดุจแม่โคนมหลั่งน้ำนม
๕. เพราะป้องกันด้วยดี คือรักษาประโยชน์ทั้งหลายไว้ด้วยดี
๖. เพราะมีส่วนเสมอด้วยเส้นด้าย คือใช้เป็นบรรทัดฐานในการประพฤติปฏิบัติของวิญญูชน

พระอภิธรรมปิฎก ว่าด้วยหลักธรรมต่าง ๆ ที่อธิบายในแง่วิชาการล้วน ๆ ไม่เกี่ยวด้วยบุคคล หรือเหตุการณ์ ส่วนมากเป็นคำสอนด้านจิตวิทยา และอภิปรัชญาในพระพุทธศาสนา
โดยสามารถกล่าวได้ว่า เมื่อล่วงมาถึงพรรษาที่ ๗ พระพุทธองค์จึงได้ทรงแสดงพระอภิธรรม เป็นครั้งแรก โดยเสด็จขึ้นไปจำพรรษา บนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ เพื่อทดแทนคุณ ของพระมารดา ด้วยการแสดงพระอภิธรรม เทศนาโปรดพุทธมารดา ซึ่งได้ สิ้นพระชนม์ไปตั้งแต่ประสูติพระองค์ได้ ๗ วัน และได้อุบัติเป็นเทพบุตร อยู่บนสวรรค์ชั้นดุสิต มีพระนามว่า สันดุสิตเทพบุตร ในการแสดงธรรมครั้งนี้ได้มีเทวดาและพรหม จากหมื่นจักรวาลจำนวนหลายแสนโกฏิ มาร่วมฟังธรรมด้วย โดยมีสันดุสิตเทพบุตรเป็นประธาน ณ ที่นั้น พระพุทธองค์ทรงแสดงพระอภิธรรม แก่เหล่าเทวดาและพรหมด้วย วิตถารนัย คือ แสดงโดยละเอียดพิสดาร ตลอดพรรษากาล คือ ๓ เดือนเต็ม
สำหรับในโลกมนุษย์นั้น พระองค์ได้ทรงแสดงแก่ พระสารีบุตรเป็นองค์ แรก คือในระหว่างที่ทรงแสดงธรรมอยู่บนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์นั้น พอได้เวลาบิณฑบาต พระองค์ก็ทรงเนรมิตพุทธนิมิตขึ้น แสดงธรรมแทนพระองค์ แล้วพระองค์ก็เสด็จไปบิณฑบาต ในหมู่ชนชาวอุตตรกุรุ เมื่อบิณฑบาตเสร็จแล้ว ก็เสด็จไปยังป่าไม้จันทน์ ซึ่งอยู่ในบริเวณป่าหิมวันต์ ใกล้กับสระ อโนดาต เพื่อเสวยพระกระยาหาร โดยมีพระสารีบุตรเถระ มาเฝ้าทุกวัน หลังจากที่ทรงเสวยแล้ว ก็ทรงสรุปเนื้อหาของพระอภิธรรม ที่พระองค์ได้ทรงแสดงแก่เหล่าเทวดา และพรหม ให้พระสารีบุตรฟังวันต่อวัน ๕ เสร็จ แล้วพระองค์จึงเสด็จกลับขึ้นสู่ดาวดึงส์เทวโลก เพื่อแสดงธรรมต่อไป ทรง กระทำเช่นนี้ทุกวันตลอด ๓ เดือน เมื่อการแสดงพระอภิธรรมบนเทวโลก จบสมบูรณ์แล้ว การแสดงพระอภิธรรมแก่พระสารีบุตร ก็จบสมบูรณ์ด้วยเช่นกัน เมื่อจบพระอภิธรรมเทศนาเทวดา และพรหม ๘๐๐,๐๐๐ โกฏิได้ บรรลุธรรม และสันดุสิตเทพบุตร(พุทธมารดา) ได้สำเร็จเป็นพระโสดาบันบุคคล
เมื่อพระสารีบุตร ได้ฟังพระอภิธรรมจากพระบรมศาสดาแล้ว ก็นำมาสอนให้แก่ภิกษุ ๕๐๐ รูป ซึ่งเป็นศิษย์ของท่าน โดยสอนตามพระพุทธองค์ วันต่อวัน และจบบริบูรณ์ ในเวลา ๓ เดือนเช่นกัน การสอนพระอภิธรรมของพระสารีบุตร ที่สอนแก่ภิกษุ ๕๐๐ รูปนี้ เป็นการสอนชนิดไม่ย่อเกินไป ไม่พิสดารเกินไป เรียกว่า นาติวิตถารนาติสังเขปนัย
ภิกษุทั้ง ๕๐๐ รูปนี้ เคยมีอุปนิสัยมาแล้วในชาติก่อน คือในสมัย ศาสนาของพระกัสสปสัมมาสัมพุทธเจ้า ภิกษุทั้ง ๕๐๐ รูปนี้เป็นค้างคาว อาศัยอยู่ในถ้ำแห่งหนึ่ง ขณะนั้นมีภิกษุผู้ทรงพระอภิธรรม ๒ รูปที่อาศัย อยู่ในถ้ำนั้นเช่นกัน กำลังสวดสาธยายพระอภิธรรมอยู่ เมื่อค้างคาวทั้ง ๕๐๐ ตัวได้ยินเสียงพระสวดสาธยาย พระอภิธรรมก็รู้เพียงว่า เป็นพระธรรม เท่านั้นหาได้รู้ความหมายใดๆ ไม่ แต่ก็พากันตั้งใจฟัง ตั้งแต่ต้นจนจบ เมื่อสิ้น จากชาติที่เป็นค้างคาวแล้ว ก็ได้ไปเกิดอยู่ในเทวโลกเหมือนกันทั้งหมด จนกระทั่งศาสนาของ พระสมณโคดมสัมมาสัมพุทธเจ้าอุบัติขึ้น จึงได้จุติจาก เทวโลกมาเกิดเป็นมนุษย์และได้บวชเป็นภิกษุ ในศาสนานี้ตลอดจนได้เรียน พระอภิธรรม จากพระสารีบุตรดังกล่าวแล้ว นับแต่นั้นมาการสาธยาย ท่องจำและการถ่ายทอดความรู้ เรื่องพระอภิธรรมก็ได้แพร่ขยายออกไป อย่างกว้างขวางa

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s